ประกาศ บ้าน คอนโด
เจ้าของขายเองอันดับ 1

คอนโด

คอนโด ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ



คอนโด

คอนโด เป็นสิทธิในการครอบครองกรรมสิทธิ์ยูนิต ห้องหรือบ้านที่เราได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายคอนโด ไว้กับเจ้าของโครงการ เมื่อมีการ ขายคอนโด เกิดขึ้น  ทางเจ้าของโครงการ จะออกเอกสารโอนสิทธิ เพื่อรับรองว่าสิทธิในการครอบครองได้เปลี่ยนจากบุคคลหนึ่งไปอีกบุคคลหนึ่ง โดยยึดเงื่อนไขต่าง ๆ ในสัญญาจะซื้อจะขาย ฉบับเดิม ที่ผู้ซื้อคนแรกได้ทำไว้ คนลงประกาศขายคอนโดตั้งมากมาย แต่ทำยังไงให้เราได้ขายได้เร็วๆ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัจจุบันธุรกิจทำเงินกับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนดี ๆ อีกหนทางหนึ่งคือ "การขายคอนโด" รวมไปถึง การขายดาวน์ ขายใบจอง และปล่อยเช่า ด้วยการเติบโตของธรุกิจเยอะมากขึ้น ก็ส่งผลให้คู่แข่งเยอะมากขึ้นเช่นกัน วิธีลงประกาศ  ขายคอนโด อย่างมืออาชีพ รับรองได้ว่าลงประกาศขายคอนโด แล้วได้คนซื้อรวดเร็วทันใจแน่นอน อาทิเช่น ตั้งชื่อหัวข้อประกาศให้ชัด ตรงประเด็น เนื้อหา ราคา เน้นย้ำจุดเด่น ข้อดีของคอนโด เป็นต้น 
 
คอนโด

หลักการลงประกาศขายคอนโด

    ตั้งชื่อหัวข้อประกาศให้ชัด ตรงประเด็น   ควรมีชื่อคอนโด การลงประกาศขายคอนโดต้องบอกชื่อคอนโดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้จะซื้อได้รู้ว่าคอนโดทีเราจะขายเป็นโครงการของใคร สถานที่ไหน ตรงกับความต้องการของเขาไหม ระบุประเภทการขายคอนโดด้วย ว่าขายดาวน์ ขายใบจอง ให้เช่าหรือขายคอนโด ตัวอย่างการลงประกาศขายคอนโด ราคาถูกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว! ขายคอนโด The Uninique เอกมัย-รามอินทรา 3 ลบ. แถมเฟอร์ ฯ ครบ  
    เนื้อหา  เขียนให้รายละเอียดครบถ้วนครอบคลุมเรื่องสำคัญ เช่น - ชื่อคอนโด  - ประเภทการขายคอนโด (ขายดาวน์ ขายใบจอง ให้เช่า หรือขายคอนโด)  - ขนาดห้อง  - จำนวนห้อง ชั้นที่อยู่ ห้องอยู่บริเวณใดของตึก   - ราคาคอนโด และค่าส่วนกลาง - สิ่งอำนวยความสะดวก ส่วนกลางมีอะไรบริการบ้าง ( ฟิสเนต, สระว่ายน้ำ, เครื่องซักผ้า, จำนวนที่จอดรถ ฯลฯ  - สถานที่ใกล้เคียง ( รถไฟฟ้า, สถานศึกษา, ศูนย์ราชการ, โรงพยาบาล, ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ )
    ราคา ราคาสมเหตุสมผลไม่แพงจนเกินไป โดยส่วนใหญ่แล้วราคาที่ตั้งประกาศขายคอนโดมักจะจ้างนักประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เชื่อถือได้ ไม่ควรตั้งราคาถูกมากเกินไปเพราะอยากขายได้เร็ว เพราะไม่คุ้มค่ากับส่วนต่างราคาที่เราต้องเสียไป ระบุค่าส่วนกลางให้ผู้จะซื้อทราบด้วยว่าหากซื้อคอนโดไป จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เท่าไหร่ หากค่าส่วนกลางแพงก็ควรให้เหตุผลว่าทำไมถึงแพง เช่น " ส่วนกลางทันสมัยและครบครัน คุ้มค่าแน่นอน " เป็นต้น
    สถานที่สำคัญใกล้เคียง รวบรวมสถานที่สำคัญที่อยู่ใกล้ๆคอนโด เช่น คอนโดใกล้รถไฟฟ้าสถานีอะไรบ้าง ใกล้สถานศึกษา ศูนย์ราชการ โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ตลาด สถานที่ท่องเที่ยว ฯลฯ หากมีแผนที่ประกอบด้วยจะทำให้เห็นการเดินทางชัดเจนและสะดวกต่อการตัดสินใจของผู้จะซื้อที่เข้ามาอ่านมากยิ่งขึ้น
    เน้นย้ำจุดเด่น ข้อดีของคอนโด  เช่น คอนโดใกล้รถไฟฟ้า ระเบียงวิวสวย ส่วนกลางอำนวยความสะดวกครบครัน เป็นต้น ใช้คำที่สามารถค้นหาได้ง่าย ทำให้ Search Engine เจอประกาศของเรา
    ภาพประกอบ เน้นแสงธรรมชาติ การใช้แสงธรรมชาติจะทำให้ห้องของเราดูอบอุ่นนุ่มนวลเป็นกันเองมากขึ้น การถ่ายภาพคอนโดการใช้แสงเป็นสิ่งสำคัญในการเปิดเผยรายละเอียดของวัสดุ เฟอร์นิเจอร์ และสไตล์ตกแต่ง เทคนิคการถ่ายภาพคอนโดด้วยการใช้แสงธรรมชาติโดยเฉพาะแสงจากระเบียงและหน้าต่างจะช่วยทำให้ห้องดูโปร่ง แสงเข้าถึงดูไม่ทึบและอับชื้น การถ่ายเงย จะทำให้ห้องดูกว้างมากขึ้น เนื่องจากการถ่ายภาพคอนโดมุมเงย คือถ่ายจากที่ต่ำไปที่สูง จะให้ความรู้สึกของวัตถุที่ถ่ายมีความยิ่งใหญ่ ถ่ายภาพคอนโดมุมตรง ไม่ควรถ่ายภาพเอียงเพราะทำให้ภาพดูไม่มั่นคง สำหรับการถ่ายภาพเชิงสถาปัตย์แทบจะไม่มีการถ่ายให้ตึกหรือห้องดูเอียง เพราะภาพเหล่านี้ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้จะซื้อที่เข้ามาอ่านว่าคอนโดมีความแข็งแรงและปลอดภัย จุดเด่นของห้อง ภาพรวมดีไซน์ การตกแต่งคอนโด จะทำให้ผู้จะซื้อเห็นภาพรวมของคอนโดว่าเป็นสไตล์ไหน เหมาะกับไลฟ์สไตล์การอยู่คอนโดของเขาหรือไม่ ถ่ายภาพคอนโดแยกแต่ละห้อง (ห้องนอน, ห้องน้ำ, ห้องครัว, ห้องรับแขก, ระเบียง ฯลฯ) โดยห้องต้องจัดให้เป็นระเบียบและสะอาด ไม่ดูรกเก่าทรุดโทรม ข้อควรระวังในการถ่ายภาพที่มีกระจกต้องระวังเงาสะท้อนติดคนถ่ายเองเพราะจะดูตลกและไม่เป็นมืออาชีพอีกด้วย  มีภาพวิวสวยๆ จากระเบียงหน้าต่าง จะทำให้ผู้ซื้อที่เข้ามาอ่านได้เห็นสภาพแวดล้อมของคอนโดที่น่าอยู่ และมุมผ่อนคลายสำหรับผู้อยู่อาศัย ใช้ขาตั้งกล้องเพื่อป้องกันภาพเบลอ การใช้ขาตั้งกล้องจะช่วยลดการสั่นไหวที่เป็นสาเหตุให้เกิดภาพเบลอ เนื่องจากการถ่ายภาพคอนโดบางครั้งในห้องมีแสงไม่เพียงพอ 
    สร้างความน่าเชื่อถือให้ตนเอง การมีข้อมูลของผู้ประกาศขายคอนโดที่มีรายละเอียดชัดเจนจะทำให้ผู้ซื้อเชื่อใจเรามากยิ่งขึ้น และสนใจประกาศของเรา โดยเฉพาะ การมีหลักฐานยืนยันตัวตน เช่นนามบัตร บัตรประชาชน มีประสบการณ์ทำธุรกิจขายคอนโดมาก่อน เป็นต้น ติดต่อได้สะดวกและรวดเร็ว ที่อยู่และเบอร์ต้องระบุให้ชัดเจนเพื่อให้ผู้ที่จะซื้อติดต่อได้ 

คำแนะนำในการขายคอนโด

    อัพเดตหรือลงประกาศใหม่อยู่เสมอ  โดยปกติแล้วเมื่อมีคนลงประกาศขายคอนโดอื่นเยอะๆ ประกาศของเราก็จะถูกดันลงไป โอกาสที่คนอื่นจะมองเห็นประกาศของเราก็จะน้อยลงไปเรื่อย ๆ จนอยู่หน้าท้ายๆทำให้ผู้ซื้อมองไม่เห็นประกาศขายคอนโดของเรา เราจึงมีหน้าที่คอยอัพเดตข้อมูลอยู่เสมอ อาจใช้วิธีการคอมเมนท์ หรือลงประกาศใหม่เลยก็ได้ ที่สำคัญ อย่าลืมเข้าไปอัพเดตข้อมูลการขายหลังจากขายคอนโดเรียบร้อย เพื่อให้ผู้ซื้อคนอื่นรู้ว่าประกาศขายคอนโดของคุณถูกขายไปแล้ว
    ประกาศขายหลากหลายช่องทาง   เช่น เว็บไซต์ลงประกาศ โซเชียลมีเดีย ป้ายประกาศ ลงประกาศขายคอนโดเว็บไหนดี? เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ควรพิจารณาด้วย เพราะถ้าเราลงลงประกาศเว็บที่มีคนอ่านน้อย หรือค้นหาผ่าน Search Engineได้ยาก การลงประกาศขายคอนโดของเราก็จะไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ปัจจุบันมีเว็บไซต์ประกาศขายคอนโดฟรี และมีคนติดตามเป็นจำนวนมาก เว็บไซต์ลงประกาศขายคอนโดฟรีจะต้องมีความน่าเชื่อถือ มีคนเข้าเยอะ มีการจัดระบบการค้นหาเป็นหมวดหมู่ สามารถค้นหาและอ่านง่าย ซึ่งนอกจากจะทำให้ประกาศคอนโดของเราน่าเชื่อถือไปด้วยแล้ว จะทำให้มีคนเข้าชมประกาศเรามาก ขึ้นโอกาสที่จะขายได้ประสบความสำเร็จก็มีมาก ตามไปด้วย
    สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาที่ทำขึ้นเพื่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้จะซื้อห้องชุดและผู้จะขายห้องชุด เพื่อเป็นการแสดงเจตนาของฝ่ายผู้จะซื้อว่าต้องการจะซื้อห้องชุดของผู้จะขาย พร้อมวางเงินมัดจำไว้เป็นประกันว่าจะมีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างกัน และเกิดการโอนกรรมสิทธิ์ขึ้นภายในช่วงระยะเวลาที่กำหนด  ขณะเดียวกันก็แสดงเจตนาของผู้จะขายที่จะไม่ขายห้องชุดนั้นให้บุคคลอื่นนอกจากผู้จะซื้อในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาฯ  หากมีการผิดสัญญาจะซื้อจะขายจะมีผลอย่างไร
หากพ้นจากช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้วไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์เกิดขึ้น เพราะผู้จะซื้อเปลี่ยนใจไม่ซื้อ ถือว่าผู้จะซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญาและให้ฝ่ายผู้จะขายริบเงินมัดจำนั้นได้  ส่วนฝ่ายผู้จะขายนั้นมีหน้าที่ไม่ขายอสังหาริมทรัพย์นั้นให้กับผู้จะซื้อรายอื่นในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ในกรณีที่ผู้จะขายผิดสัญญา ผู้จะซื้อไม่เพียงแต่เรียกเงินมัดจำคืนเท่านั้น แต่สามารถฟ้องร้องให้ขายอสังหาริมทรัพย์นั้นให้แก่ตนได้ รวมไปถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอื่น ๆ   แต่ถ้ามีการซื้อขายกันเป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้วก็ให้นำเงินมัดจำนี้ไปหักออกจากราคาขาย  ผู้จะซื้อจะจ่ายเพิ่มเฉพาะส่วนที่เหลือหลังหักเงินมัดจำออกไปแล้ว เท่านั้น
    ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ควรมีการวางมัดจำเท่าไร กรณีที่เป็นอสังหาริมทรัพย์มือสองนั้น โดยทั่วไปแล้วจะวางเงินมัดจำอยู่ในช่วง 10,000 – 20,000 บาท หรือบางทีก็คิดในอัตราร้อยละ 5 - 10 จากราคาขาย  แต่ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งมัดจำในที่ นี้คือเงินจองอาจจะเก็บเพียงร้อยละ 1 - 5 ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละโครงการ  ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นเงินมัดจำจะมีจำนวนมากน้อยเพียงใดจะขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างผู้จะซื้อและผู้จะขายเป็นหลัก ควรกำหนดระยะเวลาเท่าไร โดยทั่วไปแล้วจะกำหนดระยะเวลาให้คู่สัญญาทำสัญญาซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์กัน พร้อมทั้งชำระเงินในส่วนที่เหลือจากมัดจำ ในช่วงเวลา 1 - 3 เดือนนับจากทำสัญญาจะซื้อจะขาย  ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มากพอที่ฝ่ายผู้จะซื้อจะสามารถติดต่อสถาบันการเงินเพื่อจัดหาสินเชื่อต่าง ๆ ได้
    ส่วนประกอบ ของสัญญาจะ ซื้อ จะ ขาย สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดนั้น จะประกอบไปด้วย 10 ส่วน ได้แก่ รายละเอียดการจัดทำสัญญา รายละเอียดของคู่สัญญา รายละเอียดของห้องชุดและอาคารชุด ราคาขายและรายละเอียดการชำระเงิน  รายละเอียดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ รายละเอียดการส่งมอบห้องชุด การโอนสิทธิและคำรับรองของผู้จะขาย ผลจากการผิดสัญญาและการระงับไปของสัญญา ข้อตกลงและเงื่อนไขอื่น ๆ และจบท้ายด้วยการลงชื่อของคู่สัญญาและพยาน

ในการซื้อคอนโดนั้นคุณรู้หรือไม่ว่าการซื้อในช่วงเวลาที่ต่างกันของคอนโด ก็มีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไปด้วย แบ่งการซื้อคอนโดออกเป็น 2 ช่วงหลัก คือ
1. ซื้อคอนโดก่อนโอนกรรมสิทธิ์ เป็นการซื้อพรีเซล หรือที่เข้าใจกันว่า ซื้อคอนโดมือหนึ่ง
2. ซื้อคอนโดช่วงโอนกรรมสิทธิ์ หรือ ซื้อคอนโดพร้อมอยู่ ตามที่เข้าใจกันว่า ซื้อคอนโดมือสองนั่นเอง

ซื้อพรีเซล หรือ ซื้อคอนโดมือหนึ่ง
เป็นช่วงเวลาที่ซื้อคอนโดกับทางเจ้าของโครงการเองตั้งแต่แรกเริ่มเปิดตัวโครงการ โดยทั่วไปเจ้าของโครงการจะแบ่งรอบการขายออกเป็นหลายรอบ เริ่มตั้งแต่ VVIP, VIP, Presale, Project Launch (มี Sale Gallery), Grand Openning ซึ่งช่วงเวลาการขายเหล่านี้เป็นไปตามที่เจ้าของโครงการกำหนด แต่โดยรวมแล้วเราเรียกว่าเป็นการซื้อก่อนโอนสิทธิ์ มีการทำสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งค่าใช้จ่ายในช่วงนี้รวมแล้วจะอยู่ที่ 15-30% ของราคาอสังหาฯเท่านั้น แบ่งเป็นค่าใช้จ่าย 3 ส่วนหลัก คือ

• เงินจอง (จ่ายครั้งเดียว)
จ่ายเพื่อแสดงเจตนาว่าจะซื้อห้องชุดยูนิตนี้ โดยส่วนใหญ่เงินจองจะเริ่มต้นที่หลักพันบาทไปจนถึงแสนบาทก็มี ขึ้นอยู่กับราคาของคอนโดนั้นๆ
• เงินทำสัญญา (จ่ายครั้งเดียว)
หลังจากจองแล้วทางโครงการจะกำหนดวันทำ "สัญญาจะซื้อจะขาย" (ส่วนใหญ่มีระยะเวลาภายใน 7-14 วัน หลังจากจ่ายเงินจอง) เงินทำสัญญาจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับราคาของคอนโดนั้นๆ
• เงินผ่อนดาวน์ (จ่ายหลายครั้งเป็นงวดๆ)
เงินดาวน์ทั้งหมดเมื่อรวมกับเงินจองและเงินทำสัญญาแล้ว มักจะอยู่ที่ประมาณ 10-30% ของราคาคอนโด มีการแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ แล้วแต่เจ้าของโครงการจะกำหนด ส่วนใหญ่มีระยะเวลาการผ่อนดาวน์กันตั้งแต่เริ่มขายคอนโดไปจนถึงสร้างคอนโดเสร็จ

ซื้อช่วงโอนกรรมสิทธิ์ หรือ ซื้อคอนโดมือสอง
หลังจากที่ผ่านช่วงผ่อนดาวน์มาจนครบตั้งแต่ซื้อพรีเซลในช่วงแรกแล้ว จะเข้าสู่ช่วงโอนกรรมสิทธิ์ เรียกว่าเป็นช่วงที่โครงการใกล้ก่อสร้างเสร็จและพร้อมเข้าอยู่แล้ว ทางโครงการจะนัดผู้ซื้อให้มาทำการโอนกรรมสิทธิ์ ค่าใช้จ่ายในช่วงนี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ ราคาของคอนโดส่วนที่เหลือจากการผ่อนดาวน์ และ ค่าใช้จ่ายวันโอน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายเพียงครั้งเดียว ณ วันโอนกรรมสิทธิ์
แต่ถ้าหากโครงการที่เราซื้อเป็นคอนโดมือสอง หรือเป็นโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่แล้ว เป็นการเปลี่ยนมือจากเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม จะไม่มีค่าใช้จ่ายในช่วงผ่อนดาวน์ ก็จะเข้าสู่ช่วงโอนกรรมสิทธิ์นี้ได้เลย
สำหรับการซื้อคอนโดมือสองส่วนใหญ่จะทำการติดต่อการซื้อขายกับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้การซื้อของคุณสะดวกมากขึ้น เนื่องจากคอนโดมือสองอาจจะต้องคุยกับเจ้าของห้องเดิม ซึ่งอาจมีลำบากใจในเรื่องของการต่อรองราคา ยุ่งยากในการนัดดูห้อง และไม่ชำนาญการในเรื่องของการดำเนินเอกสาร รวมถึงผู้ซื้ออาจจะไม่เข้าใจขั้นตอนในการซื้อคอนโด หรือเปรียบเทียบราคาคอนโดต่างๆ เพื่อหาห้องที่ดีได้เท่านายหน้าอสังหาฯ การให้นายหน้าอสังหาฯเข้ามาช่วยดูแลการซื้อคอนโดมือสองจึงได้รับความนิยม และหากซื้อกับนายหน้าอสังหาฯที่มีสังกัดตามบริษัท คุณอาจจะได้โปรโมชั่นดีๆ เช่น ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน หรือ ของแถมต่างๆ ตามไปด้วยก็ได้

ราคาค่าซื้อคอนโดส่วนที่เหลือ
เป็นเงินก้นใหญ่ที่จะต้องจ่าย โดยเหลืออยู่ที่ 70%-90% ของราคาอสังหาฯ ขึ้นอยู่กับเงินจอง + เงินทำสัญญา + เงินดาวน์ที่เราจ่ายไปในช่วงแรก โดยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้แบ่งเป็นกรณี คือ จ่ายเงินสดโดยไม่กู้ธนาคาร และ กู้ธนาคาร
• กรณีจ่ายเงินสดโดยไม่กู้ธนาคาร
เราสามารถจ่ายเงินโดยตรงให้กับโครงการ แล้วก็จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมาเป็นของเราได้เลย โดยมีค่าใช้จ่ายของวันโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มเติมเท่านั้น (จะอธิบายค่าใช้จ่ายวันโอนกรรมสิทธิ์ในส่วนต่อไป)
• กรณีกู้ธนาคาร
มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมา 3 อย่าง มากกว่าคนที่ไม่กู้ คือ
- ค่าประเมินราคาห้องชุด ต้องชำระเงินให้ธนาคารที่เรายื่นขอกู้ โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2,000 - 3,000 บาท แล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละธนาคาร
- ค่าจดทะเบียนจำนอง เพื่อเอาคอนโดเป็นประกันหนี้ให้ธนาคาร โดยต้องชำระให้สำนักงานที่ดิน 1% ของวงเงินกู้
- ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย ธนาคารจะกำหนดให้เราในฐานะผู้กู้ ต้องทำประกันอัคคีภัยคอนโดที่กู้ และเป็นผู้ชำระเบี้ยประกัน โดยธนาคารจะเป็นผู้รับผลประโยชน์ ถ้าคอนโดเกิดไฟไหม้ บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินไปที่ธนาคารเพื่อเอาเงินในส่วนนี้ไปหักกับเงินกู้ก่อน

ค่าใช้จ่ายวันโอน (จ่ายครั้งเดียว)
• ค่าธรรมเนียมการโอน
กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนกับกรมที่ดิน ซึ่งกรมที่ดินก็จะคิดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการโอน 2% ของราคาประเมิน ส่วนใหญ่ผู้ซื้อและผู้ขายมักจะออกกันคนละครึ่ง เท่ากับว่าจ่ายเพียง 1%
• เงินกองทุนสำรองส่วนกลาง
เงินกองกลางที่นิติบุคคลเก็บไว้เป็นกองทุนสำรองเพื่อใช้จ่ายในการบริหารจัดการคอนโดในระยะยาว ส่วนใหญ่เรียกเก็บเพียงครั้งเดียว แต่อาจมีการเรียกเก็บได้อีกในอนาคตขึ้นอยู่กับมติของเจ้าของร่วม ณ ขณะนั้น โดยจะคิดตามขนาดห้องแล้วคูณด้วยค่ากองทุนส่วนกลางต่อตารางเมตร
• เงินค่าส่วนกลางล่วงหน้า 1 ปี
เงินส่วนกลางจ่ายให้กับโครงการเพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนกลางตาม พรบ. อาคารชุด ทางโครงการมักเก็บค่าใช้จ่ายล่วงหน้าปีต่อปี สำหรับปีแรกจะจ่ายตั้งแต่ตอนจดทะเบียนรับโอนคอนโดจากโครงการ โดยจะคิดตามขนาดห้องแล้วคูณด้วยค่าส่วนกลางต่อตารางเมตรเช่นกัน
• ค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้า
ผู้ซื้อต้องวางเงินประกันการใช้มิเตอร์กับการไฟฟ้านครหลวง (บางทีโครงการจะออกให้ก่อนแล้วมาเก็บกับผู้ซื้อภายหลัง) โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้โดยเฉลี่ยก็ประมาณ 2,000 - 5,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าและเงื่อนไขของแต่ละโครงการ

อย่าลืม! ค่าใช้จ่ายระหว่างอยู่อาศัยคอนโด
หลังจากที่โอนกรรมสิทธิ์คอนโดมาแล้ว หรือเข้าใจง่ายๆว่า เราเป็นเจ้าของคอนโดห้องนี้แล้ว อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจไป การเป็นเจ้าของคอนโดยังคงมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องที่จะต้องจ่ายตลอดช่วงเวลาที่เราถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดนั้นอยู่ด้วย
• ค่าส่วนกลาง (จ่ายต่อเนื่องทุกปี)
จ่ายต่อเนื่องทุกปีที่ถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดนั้นอยู่ หากเราไม่ชำระค่าส่วนกลาง จะมีผลทางกฎหมายคือ ไม่สามารถทำธุรกรรมเกี่ยวกับคอนโดนี้ได้เลย หรือหมายถึง ทำการซื้อขายไม่ได้นั่นเอง
• เบี้ยประกันอัคคีภัย (กรณีกู้ธนาคาร)
ในกรณีกู้เงินธนาคารมาซื้อคอนโด ส่วนใหญ่ธนาคารที่ปล่อยกู้มักแนะนำให้ลูกค้าทำประกันอัคคีภัยบนตัวคอนโด และรับผิดชอบจ่ายเบี้ยประกันด้วย โดยจ่ายเป็นงวดตามที่ตกลงกันกับธนาคาร หรือ บริษัทประกันภัย
• เบี้ยประกันภัยอาคาร (โดยนิติบุคคลฯ)
นิติบุคคลอาคารชุดของคอนโดบางโครงการอาจมีการทำประกันอัคคีภัย หรือประกันภัยความเสียหายของคอนโดไว้ด้วย เบี้ยประกันเหล่านี้ทางนิติบุคคลฯก็จะมาเรียกเก็บจากเจ้าของร่วมทุกคนตามสัดส่วนกรรมสิทธิ์ หากเราทำประกันภัยส่วนตัวของเราเองอยู่แล้ว ควรสอบถามรายละเอียดความคุ้มครองกับทางนิติบุคคล เพื่อไม่ให้ขอบเขตประกันซ้ำกันครับ
• ค่าใช้การการบริการอื่นๆ
ในการอยู่อาศัยคอนโด เจ้าของคอนโดอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายของอินเตอร์เน็ต และเคเบิ้ลทีวี โดยค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับนิติบุคคลของโครงการเป็นผู้กำหนด หรือเป็นไปตามโปรโมชั่นที่ทางผู้บริการตั้งไว้เป็นรายเดือน โดยทางนิติบุคคลจะจัดหาผู้ให้บริการเข้ามาติดตั้งให้เหมือนกันทุกห้องในโครงการ เนื่องจากไม่ต้องการให้ผู้บริการเดินสายผ่านพื้นที่ส่วนกลางเอง เพราะอาจเกิดทัศนียภาพที่ไม่ดีได้

สรุป
ในการซื้อคอนโดนั้น นอกจากจะเลือกคอนโดที่ถูกใจให้ตรงกับงบประมาณที่มีแล้ว ผู้ซื้อคอนโดยังควรเตรียมเงินสดไว้ประมาณ 100,000 บาท (อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับราคาคอนโดที่คุณซื้อ) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายก่อนที่จะทำการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดเป็นของคุณ โดยช่วงโอนกรรมสิทธิ์จะเกิดขึ้นเมื่อคอนโดที่คุณซื้อก่อสร้างเร็จพร้อมเข้าอยู่แล้ว หรือซื้อคอนโดมือสอง แต่ถ้าคุณซื้อคอนโดมือหนึ่ง หรือซื้อคอนโดพรีเซล คุณจะเจอกับค่าใช้จ่ายผ่อนดาวน์ก่อนครับ หลังจากที่คุณเป็นเจ้าของแล้ว ค่าใช้จ่ายยังไม่จบลง คุณจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ต้องชำระเป็นประจำต่อเนื่องตลอดที่คุณถือกรรมสิทธิ์ของคอนโดนั้นด้วย

ดู บ้านเดี่ยว อื่นๆที่นี่

COPYRIGHT © 2015-2019 , Z Home, LTD ALL RIGHTS RESERVED