ครม.ปลุกชีพตลาดอสังหาฯ แจกเงินดาวน์บ้าน 5 หมื่น

ครม.ปลุกชีพตลาดอสังหาฯ แจกเงินดาวน์บ้าน 5 หมื่น

          ครม.ไฟเขียวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี 62 ใช้งบ 3.5 หมื่นล้าน คาดเงินลงระบบเศรษฐกิจ 1.4 แสนล้านบาท ช่วยค่าดาวน์บ้าน 5 หมื่นบาท "คลัง"คาดพยุงจีดีพีปีนี้ได้ 2.6% ภาคอสังหาฯ ยิ้มรับมาตรการรัฐ ชี้เป็นการช่วยตรงจุด คาดตลาดเริ่มฟื้นไตรมาส 2 ปีหน้า

          คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2562 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยภายหลังจากที่ข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2562 ยังคงขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดไว้ และมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนภายนอกประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป ครม.จึงอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2562 จนถึงต้นปี 2563

          นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย 3 มาตรการ คือ

          1. โครงการเพิ่มความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก ประกอบด้วยการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระดับหมู่บ้าน โดยจัดสรรเงินทุนให้กับกองทุนหมู่บ้าน 71,742 แห่ง แห่งละไม่เกิน 200,000 บาท วงเงิน 14,348 ล้านบาท โครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท และโครงการพักชำระหนี้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองตามความสมัครใจ 1 ปี

          2. มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผ่านโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2562/63 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร โดยจะได้เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท

          3. มาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย ภายใต้โครงการ "บ้านดีมีดาวน์" เพื่อเป็นการลดภาระและสนับสนุนให้ประชาชนทั่วไปมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยภาครัฐสนับสนุนเงินเพื่อลดภาระการผ่อนดาวน์ (Cash Back) 50,000 บาท ต่อราย ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมมาตรการต้องเป็นผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อเดือน จำนวน 100,000 ราย และผ่านเกณฑ์ ตามแนวทางที่กระทรวงการคลังกำหนด ระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย.2562-31 มี.ค.2563

          "กระทรวงการคลังคาดว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2562 จะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 เติบโตต่อเนื่อง สร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจในปี 2563 ขยายตัว ช่วยให้จีดีพีปีนี้ขยายตัวได้มากกว่า 2.6% ส่วนจะต้องมีมาตรการอื่น ๆ เข้ามาเพิ่มเติมหรือไม่ในช่วงที่เหลือของปีนี้หรือช่วงต้นปีหน้า หากมีความจำเป็นก็พร้อมที่จะออกมาตรการเพิ่มเติมได้อีก"

          งบหนุนอสังหาฯ 5 พันล้าน

          นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ ครม.เห็นชอบในครั้งนี้จะใช้งบประมาณรวม 35,833 ล้านบาท โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณจากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 5,000 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับมาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย ส่วนงบประมาณที่เหลือ ครม.อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 และปีต่อไปในวงเงิน 30,833 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย 707 ล้านบาท

          โครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2562/63 ในส่วนเพิ่มเติม 2,667 ล้านบาท โครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว ปรับปรุงคุณภาพข้าวปีการผลิต 2562/63 จำนวน 27,458 ล้านบาท

          มาตรการทั้งหมดจะทำให้มีเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ 1.44 แสนล้านบาท แบ่งเป็นระยะสั้น 8 หมื่นล้านบาท ระยะกลาง 64,000 ล้านบาท และระยะยาวจากมาตรการ "บ้านดีมีดาวน์" ที่จ่ายเงินดาวน์ให้รวม 5,000 ล้านบาท แต่ส่งผลเท่าใดยังไม่ชัดเจน เพราะราคาบ้านเฉลี่ยหลังละ 3.9 ล้านบาท

          ภาคอสังหาฯ ยิ้มรับมาตรการรัฐ

          นางสาวอาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย และประธานกรรมการบริษัท ริชี่ เพลส 2002 จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เป็นมาตรการที่เข้ามาช่วยอสังหาริมทรัพย์ได้ครบทั้งห่วงโซ่มากขึ้น หลังได้รับผลกระทบจากการคุมเข้มสินเชื่อ (LTV) ทำให้จำนวนที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดคงค้าง (ซัพพลาย) ในตลาดมากขึ้น โดยปีนี้มีคอนโดต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่กว่า 50% เหลือ 3.5 หมื่นยูนิต ขณะที่ปี 2563 จะมีโครงการที่อยู่อาศัยตัวใหม่เข้ามาอีก 1.4 แสนยูนิต การที่รัฐทยอยนำมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ มาใช้จึงช่วยลดภาระผู้ซื้อได้บางส่วน

          ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวออกมาในช่วงปลายปี เป็นช่วง 1 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นปี จึงคาดว่าจะไม่ส่งผลต่อภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ โดยเฉพาะกลุ่มตลาดคอนโด ในปี 2562 ที่คาดว่าจะติดลบ 10% ยังคงติดลบต่อ เพราะผู้บริโภคตัดสินใจซื้อซัพพลายใหม่ วันนี้อาจจะเริ่มทยอยโอนในต้นปีหน้า

          ศูนย์ข้อมูลฯชี้มาตรการมาช้า

          นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า งบประมาณที่เข้ามาช่วยเงินดาวน์จะส่งผลทำให้เกิดแรงจูงใจทำให้คนตัดสินใจซื้อบ้านที่ในกลุ่มตลาดระดับล่างถึงกลาง แตมาตรการนี้ช่วยเพียง 1 แสนราย จึงอาจช่วยได้บางส่วน และเริ่มบังคับใช้ในปลายปี จึงไม่สามารถทำให้การคาดการณ์อสังหาฯ ปี 2562 มีตัวเลขดีขึ้น จึงยืนยันประมาณการเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 2.2% และปีหน้าสถานการณ์จึงเริ่มดีขึ้น

          "ทำให้คนตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะซื้อที่อยู่อาศัยและยังมีเงินเหลือไปใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลาง หรือที่อยู่อาศัยต่ำกว่า 3 ล้านบาท น่าจะทำสัญญาการโอนฯได้ จากเดิมที่ต้องหาเงินดาวน์ตามข้อกำหนดของแบงก์ชาติ"

          หวังตลาดฟื้นไตรมาส 2 ปีหน้า

          นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยว่า จะช่วยให้ตลาดอสังหาฯ ดีขึ้นพอสมควร เพราะเจาะจงไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก ทั้งนี้ ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะเริ่มดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงไตรมาส 2 ปี 2563 ซึ่งเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมานี้เริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV

          "การให้ส่วนลดถึง 50,000 บาท คิดเป็น 50% ของรายได้ผู้ที่ต้องการซื้อ ทำให้มาตรการนี้น่าจะช่วยได้เยอะ สำหรับแนวโน้มปีหน้าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีนี้ เพราะปัจจัยบวกทั้งจากดอกเบี้ยต่ำและมาตรการที่ออกมากระตุ้น"

          นักวิเคราะห์เชื่อแค่พยุงศก.

          นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า มาตรการล่าสุดน่าจะกระตุ้นและช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะให้จีดีพีปีนี้เติบโตที่ 2.6% เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ควรต้องขยายตัวสูงถึง 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือต้องขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ดังนั้นเม็ดเงินที่รัฐบาลอัดฉีดเพิ่มอีก 8 หมื่นล้านบาท อาจจะยังไม่เพียงพอ

          "ถ้าจะให้จีดีพีโตได้ 2.6% ไตรมาสสุดท้ายเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจต้องเพิ่มขึ้นถึง 2.3 แสนล้านบาท แต่มาตรการที่รัฐออกมามีเม็ดเงินรวมประมาณ 8 หมื่นล้านบาท จึงอาจยังไม่เพียงพอ และหลายมาตรการอาจยังไม่ส่งผลในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ด้วย เพราะ multiplier effect ทางการคลังต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองไตรมาส"

          กองทุนชี้เม็ดเงินกระตุ้นน้อยไป

          นายพงค์ธาริน ทรัพยานนท์ หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ บริษัท อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐออกมาล่าสุด แม้จะมีวงเงินรวมกว่า 8 หมื่นล้านบาท แต่เม็ดเงินดังกล่าวถือว่ายังค่อนข้างน้อย จึงไม่น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก

          "มูลค่าจีดีพีไทยอยู่ที่ 17 ล้านล้านบาท เม็ดเงินที่ออกมาจึงไม่ได้ช่วยกระตุ้นการเติบโตได้มากนัก เรายังคาดว่าจีดีพีไทยปีนี้น่าจะอยู่ในระดับ 2.5-2.6% ดังนั้น รัฐบาลจึงควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง และมีระยะเวลากระตุ้นที่นานขึ้น ทำให้เงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบมากขึ้น"


ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
 

COPYRIGHT © 2015-2019 , Z Home, LTD ALL RIGHTS RESERVED