อุตตม-อีอีซีลุ้น 9 พย.เคาะทุ่มงบฯ 1แสนล.เร่งโรดโชว์จีน-ยุโรป ธ.โลกลดอันดับไทย

อุตตม-อีอีซีลุ้น 9 พย.เคาะทุ่มงบฯ 1แสนล.เร่งโรดโชว์จีน-ยุโรป ธ.โลกลดอันดับไทย

          บอร์ดอีอีซีลุ้น 9 พ.ย.เคาะทุ่ม 1 แสนล้าน เร่งโรดโชว์ดึงทุนจีน-ยุโรป เผยคำขอ 2 ปีแตะ 7.2แสนล้าน ด้านธนาคารโลกลดอันดับไทย
ธนาคารโลกลดอันดับไทย

          เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน  นายมารา วาร์วิค ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย บรูไน มาเลเซียและฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า รายงานผลการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจ (Doing Business) ของธนาคารโลกในปี 2561 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความสะดวกในการเข้าไปประกอบธุรกิจอยู่ในกลุ่ม 30 อันดับแรกของโลก (ท็อป 30) โดยอันดับที่ 27 จาก 190 ประเทศทั่วโลก จากการได้คะแนนรวมทุกด้าน 78.45 คะแนน สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เป็นผลจากการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการเริ่มต้นธุรกิจ ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนลดลง เนื่องจากการนำอัตราค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนธุรกิจแบบอัตราคงที่มาใช้ ด้านการขอใช้ไฟฟ้า มีความสะดวกมากขึ้น เนื่องจากมีการปรับลดขั้นตอนการดำเนินการขอเชื่อมไฟฟ้า และการเพิ่มความโปร่งใสในการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมไฟฟ้า ด้านการชำระภาษี มีการปรับปรุงระบบการคำนวณ และยื่นแบบภาษีรายได้นิติบุคคลทางระบบออนไลน์ และด้านการค้าระหว่างประเทศ มีการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์ (อี-แมตชิ่ง ซิสเต็ม) มาใช้ในการควบคุมตู้สินค้า ซึ่งส่งผลในการลดระยะเวลาในการขนถ่ายสินค้าข้ามแดน

          "ในปีนี้ประเทศไทย ได้ทำการปฏิรูปด้านกฎระเบียบสูงสุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2546 โดยการปฏิรูปที่ประสบความสำเร็จทั้ง 4 ด้านข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงบรรยากาศในการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการเอกชน ช่วยให้คนไทยมีงานที่ดีขึ้นและนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม ธนาคารโลกจะยังให้การสนับสนุนในการนำแนวปฏิบัติที่ดีมาปรับใช้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นที่ประเทศไทยยังคงสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก" นายมารากล่าว
 

          นางจอร์เจีย วาเลน รักษาการผู้จัดการธนาคารโลก กล่าวว่า การจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจเป็นเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น ในการวัดขีดความสามารถของประเทศ ยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่ช่วยให้รัฐบาลนำไปปรับปรุงแนวทางหรือปฏิรูปส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยจะเห็นว่าประเทศไทยมีการปรับแพลตฟอร์มการจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์ การฟ้องคดีออนไลน์ เป็นต้น ตามแนวทางด้านดิจิทัลและนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ผู้บริโภคหรือผู้มีส่วนได้เสียเข้าสู่ขั้นตอนต่างๆ ได้รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันของประเทศ

          นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เปิดเผยว่า ไทยมีผลคะแนนรายด้านดีขึ้นถึง 7 ด้าน ได้แก่ ด้านการเริ่มต้นธุรกิจ ด้านการขอใช้ไฟฟ้า ด้านการจดทะเบียนทรัพย์สิน ด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อย ด้านการชำระภาษี ด้านการค้าระหว่างประเทศ และด้านการแก้ปัญหาการล้มละลาย โดยการขอใช้ไฟฟ้าเป็นด้านที่พัฒนาได้โดดเด่นที่สุด จนติดอันดับที่ 6 ของโลก สะท้อนความพยายามอย่างต่อเนื่องในการปฏิรูปบริการภาครัฐ และการผลักดันของรัฐบาลในการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ และการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตาม นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ส่งผลให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจที่ทัดเทียมกับประเทศชั้นนำของโลก
          นายปกรณ์กล่าวว่า เมื่อคำนวณเทียบกับประเทศที่มีผลการดำเนินดีที่สุด จากคะแนนเต็ม 100คะแนน ในด้านการขอใช้ไฟฟ้ามีคะแนนสูงสุดที่ 98.57 คะแนน รองลงมาคือ การขอเริ่มต้นธุรกิจ 92.72คะแนน การค้าระหว่างประเทศ 84.65 คะแนน การชำระภาษี 77.72 คะแนน การแก้ปัญหาล้มละลาย 76.64 คะแนน การคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อย 75 คะแนน การขออนุญาตก่อสร้าง 71.86 คะแนน การได้รับสินเชื่อ 70 คะแนน การจดทะเบียนทรัพย์สิน 69.47 คะแนน และการบังคับให้เป็นไปตามสัญญา 67.91 คะแนน อย่างไรก็ตาม การประเมินในครั้งนี้ ธนาคารโลกได้เปลี่ยนหลักเกณฑ์การจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจใหม่ จากเดิมที่ใช้ระยะห่างจากเป้าหมายที่กำหนด (Distance to Frontier) มาเป็นการวัดแบบ Ease of Doing Business Score เพื่อให้การคำนวณสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด โดยวิธีนี้ประเทศที่ทำได้ดีที่สุดในแต่ละตัวชี้วัด จะได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน ประเทศที่ทำได้ไม่ดีที่สุดในตัวชี้วัดนั้น จะได้คะแนน 0 คะแนน ส่วนประเทศอื่นจะได้คะแนนตามผลงานที่ทำได้เมื่อเทียบเบนช์มาร์กดังกล่าว

Doing Business ร่วง1อันดับ
          "สำหรับด้านที่คะแนนลดลงมากที่สุด คือ ด้านการขออนุญาตก่อสร้าง เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง และด้านการได้รับสินเชื่อ ซึ่งมีการพิจารณาข้อมูลด้านเครดิตและเครดิตบูโร โดยปี 2562 ทาง ก.พ.ร.ตั้งเป้าลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการประกอบธุรกิจที่จะต้องติดภาครัฐลง 50% ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างการจัดทำแพลตฟอร์มกลางสำหรับการเชื่อมฐานข้อมูล ซึ่งขั้นตอนอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ในปี 2562 ทั้งนี้ มีความกังวลเล็กน้อยในเรื่องการเลือกตั้ง อาจจะมีผลกับคะแนนของดัชนีในด้านต่างๆ เนื่องจากดัชนีชี้วัดเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานภาครัฐ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นปัจจัยเสี่ยงแต่อย่างใด" นายปกรณ์กล่าว

          นายปกรณ์กล่าวว่า อันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจไทย ลดอันดับลงจากอันดับ 26ในปี 2560 มาอยู่ที่อันดับ 27 ในปี 2561 ก็จริง แต่ถ้าสังเกตประเทศอื่นๆ จะเห็นว่าสิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ไม่ได้ปรับขึ้น ขณะที่มาเลเซียอยู่ในกลุ่มประเทศที่อันดับปรับเพิ่มขึ้น แต่มีหนี้สูงมาก เพราะฉะนั้นอันดับไม่ใช่ตัววัดสำคัญ แต่ต้องดูคะแนนในแต่ละด้านว่าปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไร เพราะหากคะแนนปรับเพิ่มขึ้น ย่อมสะท้อนถึงการพัฒนาและการทำงานของรัฐบาล ทั้งนี้ สิงคโปร์ครองอันดับ 2 จากการสำรวจประเทศทั่วโลก ไม่เปลี่ยนแปลงอันดับจากปีที่แล้ว มาเลเซียอยู่ที่อันดับ 15 เพิ่มขึ้น 9 อันดับ ไทยอยู่ที่อันดับ 27 ลดลง 1 อันดับ อินโดนีเซียอยู่ที่อันดับ 73 ลดลง 1 อันดับ เป็นต้น หากเทียบประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยครองอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย

เอกชนมองไม่น่ากังวล
          นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกรณีธนาคารโลกจัดให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจ (ดูอิ้ง บิซิเนส 2019) อยู่อันดับที่ 27 จาก 190 ประเทศทั่วโลก และลดลง 1 อันดับจากปีก่อนอยู่ที่อันดับ 26 นั้น ไม่น่ากังวลอะไร ถือเป็นเรื่องดีที่ยังสามารถคงอันดับที่ใกล้เคียง กับปีก่อน เพราะที่ผ่านมาไทยขยับอันดับขึ้นมามากจากอันดับที่ 30ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อันดับของไทยขยับลงเล็กน้อย มาจากข้อกังวลเรื่องใบอนุญาตก่อสร้างที่ล่าช้า ซึ่งอาจรวมถึงปัญหาผังเมืองที่ยังไม่เรียบร้อยในบางพื้นที่

"ภาพรวมถือว่าประเทศไทยยังคงอันดับได้ดี แม้จะลดลงเล็กน้อย ประเด็นนี้ต้องดูว่าจากสาเหตุอะไร ไทยต้องปรับจุดไหน หากติดเรื่องใบอนุญาตก่อสร้าง ก็ควรเข้าไปแก้ไข อำนวยความสะดวกให้กับการลงทุนส่วนนี้" นายกานต์กล่าว

เงินเฟ้อต.ค.สูงอีก1.23%
          น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) ทั่วไป เดือนตุลาคม 2561 เท่ากับ 102.63 สูงขึ้น 0.06% จากเดือนกันยายน 2561 และสูงขึ้น 1.23% เทียบเดือนตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น 16 เดือนติดต่อกัน สาเหตุจากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 8.11% และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23และการปรับเพิ่มของราคาอาหารสำเร็จรูปในบางพื้นที่ อาทิ กรุงเทพฯและปริมณฑล การสูงขึ้นของดัชนีเคหสถาน อาทิ ค่าเช่าบ้าน หอพัก เพิ่มขึ้นจากเจ้าของปรับราคาขึ้น เพื่อทดแทนการที่รัฐบาลให้เก็บค่าน้ำค่าไฟตามจริง ขณะที่หมวดอาหารสดลดลง 1.48% เพราะจากผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมถึงการชะลอตัวของราคาสินค้ายาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลังปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตมาระยะหนึ่ง ทั้งนี้ เงินเฟ้อพื้นฐาน (หักกลุ่มอาหารและพลังงาน) สูงขึ้น 0.75% ทำให้เฉลี่ย 10 เดือนแรกปี 2561 เงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 1.15% และเงินเฟ้อพื้นฐานสูงขึ้น 0.72%
       
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน( 4 November 2018 )
ที่มา : http://www.reic.or.th/news/News_Detail.aspx?newsid=57820

ติดตามข่าวสาร บ้าน คอนโค บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม ที่ดิน อสังหาฯ เเละอัพเดท ราคาบ้าน ราคาคอนโด เพื่อให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเห็นภาพที่แท้จริงของตลาด และตัดสินใจได้ถูกต้อง ก่อนใครที่ ZmyHome
 

COPYRIGHT © 2015-2019 , Z Home, LTD ALL RIGHTS RESERVED