'พฤกษา'เบรกโครงการพรีเมียม ครึ่งปีแรก-เร่งยอดโอนลดเสี่ยง

'พฤกษา'เบรกโครงการพรีเมียม ครึ่งปีแรก-เร่งยอดโอนลดเสี่ยง

        พฤกษา พลิกเกมกู้วิกฤติไวรัสโคโรนา เบรกผุดโครงการพรีเมียม ครึ่งปีแรก หันเร่งยอดโอน 1.6 หมื่นล้าน ลดเสี่ยงสารพัดปัจจัยลบฉุดเศรษฐกิจ เตือนคนร่วมวงการอสังหาฯ สภาพคล่องสำคัญที่สุด หวังไวรัสฯหยุดระบาด ชาวจีนหวนซื้อคอนโด-เที่ยวไทย

       นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ พฤกษาเรียลเอสเตท-พรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปี 2563 เป็นปีแห่งผลกระทบ ล่าสุดมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาส่งผลกระทบในวงกว้าง ทำให้กลุ่มพฤกษาพรีเมียมต้องเลื่อนการเปิดโครงการใหม่ไปช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 ออกไปก่อน เนื่องจากสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่เอื้อ จำเป็นต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมให้อารมณ์ซื้อในตลาดกลับมาก่อน โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมที่มีความเสี่ยงสูง จากสต็อกคงค้างจำนวนมาก

        "การขายคอนโดต้องมีดีมานด์ 50% ขึ้นไปถึงจะก่อสร้างและมีเวลาขายอีก 2 ปี ตามระยะเวลาก่อสร้าง ถ้าขายได้แค่ 20-30% เสี่ยงเกินไปที่จะสร้าง เราต้องการเปิดโครงการใหม่แล้วปัง มียอดขายที่พร้อมดำเนินการก่อสร้างได้ ซึ่งเป็นเรื่องของการบริหารความเสี่ยงธุรกิจ" นายประเสริฐ กล่าว

        ดังนั้น ช่วงครึ่งปีแรกในปี 2563 กลุ่มพฤกษาพรีเมียมจะให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการยอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ของกลุ่มฯที่เหลืออยู่ 55% คิดเป็น มูลค่า 16,000 ล้านบาท จากยอดรวมบริษัทมูลค่า 30,000 ล้านบาท ที่จะรอโอนใน 2-3 ปีข้างหน้า

        นายประเสริฐ ยังสำทับว่า ภาวะเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนแรกปี 2563 ทุกบริษัทควรกลับมาดูแลหลังบ้าน โดยเฉพาะยอดขายที่รอรับรู้รายได้ ซึ่งมีความสำคัญที่สุด โดยพยายามเปลี่ยนให้กับมาเป็นเงินสดหรือยอดโอนให้กับบริษัท เพื่อรักษาสภาพคล่องในภาวะที่เศรษฐกิจมีความเปราะบางจากปัจจัยลบ ในธุรกิจอสังหาฯ สิ่งสำคัญ "ไม่ใช่ยอดขายใหม่"  แต่เป็นเรื่องของ "สภาพคล่อง" มาจาก 1. การโอนอสังหาฯ ที่มีการขายไปแล้ว 2. ควบคุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้เหมาะสม และ 3. ต้องมีการทดสอบว่า บริษัทสามารถทนแรงกดดันมากน้อยแค่ไหนหากยอดขาย ยอดโอน ลดลง ยังมีสภาพคล่องที่ยังสามารถดำเนินการอยู่ได้นานแค่ไหน

        อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า หลังจากที่สถานการณ์ไวรัสโคโรนาคลี่คลายลง กำลังซื้อจากคนจีนจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมา และกลับมาซื้อคอนโดที่เปรียบเสมือนเป็นบ้านหลังที่สองเพื่อเป็นที่พักคนจีนยามวิกฤติ

        "หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย คนจีนจะเมืองไทยจะกลับมาเที่ยว ซื้อของ สินค้าเกษตร ซื้อคอนโดเมืองไทย เพราะค่าครองชีพเมืองไทยถูกมากเมื่อเทียบกับจีนในเมืองใหญ่ คาดว่าหลังสถานการณ์คลี่คลาย ภายใน 3 เดือนเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะดีมานด์คนจีนมีมหาศาลขอแค่เขาฟื้นตัวฟื้นไข้ก่อน อย่าเพิ่งไปพูดถึงเรื่องค้าขายตอนนี้ มันไม่ใช่เวลา เพราะเราไม่ใช่เป็นคนเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว ที่เอาเงินคนในยามที่เขาทุกข์ยาก วิกฤติ"

        อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือน ม.ค. 2563 สังเกตว่าเริ่มมีลูกค้าจีนกลับเข้ามาซื้อคอนโดในไทย โดยในกลุ่มพฤกษาฯ เริ่มมียอดขายจากกลุ่มคนจีนที่กลับเข้ามาในทำเลห้วยขวาง ระดับราคา 3 ล้านบาทต่อยูนิตบวกลบ ซึ่งเป็นแหล่งรวมแห่งหนึ่งที่คนจีนนิยมมาอยู่รวมกันเป็นย่านของคนจีน ถือเป็นสัญญาณที่ดีของความต้องการจากคนจีนที่เริ่มกลับมา ซึ่งบริษัทมีสต็อกเหลืออยู่บ้าง เพราะโครงการทำเลนั้นจำนวน 1,000 กว่ายูนิต

       "ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ที่ผ่านมา กลุ่มลูกค้าจีนถือเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ของตลาดคอนโดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาคาดว่าเป็นสัดส่วน 30% ของยอดโอนในตลาดคอนโด ขณะนี้ต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม เชื่อว่าหากสถานการณ์ไวรัสโคโรนาคลี่คลาย และเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวเมื่อไร ประเทศไทยจะเป็นบ้านหลังที่ 2 สำหรับคนจีนเป็นอันดับต้น ๆ"
        นายประเสริฐ ระบุว่า ปัจจุบันมีสถานการณ์ ที่อยู่เหนือการคาดการณ์ตลอดเวลา ฉะนั้น การทำธุรกิจต้องระมัดระวัง ไม่ประมาท ขณะเดียวกันในส่วนของหน่วยงานกำกับนโยบายการเงินอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรที่จะทำงานให้รวดเร็วทันต่อสถานการณ์

        "ยกตัวอย่าง ประกาศผ่อนเกณฑ์แอลทีวี (คุมเข้มสินเชื่ออสังหาฯ) 2 วันไวรัสโคโรนาก็มาพอดี ทำให้ผลดีที่จะดีเต็ม ๆ ไม่ได้เต็มที่อย่างที่คาดหวัง เพราะสถานการณ์เปลี่ยน ช้าไปแล้ว  ทำให้ตอนนี้แบงก์ชาติออกมาบอกใหม่ว่า อสังหาฯไตรมาส 4 ปี 2562 ติดลบ 31% แล้ว จากก่อนหน้านี้บอกว่าไม่ติดลบ"

        ส่วนการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ทำให้หลายสถาบันการเงินลดดอกเบี้ยตามนั้น นายประเสริฐ มองว่า ส่งผลดีในเชิงจิตวิทยา และดีกับบริษัทขนาดเล็กและกลางที่มีภาระเงินกู้ ทำให้ภาระดอกเบี้ยลดลง แต่บริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ 90% ของพอร์ตใช้ตราสารหนี้ ออกหุ้นกู้ ไม่ได้อานิสงส์อะไร แต่ในแง่ดี คือทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น เพราะดอกเบี้ยที่ลดลงทุก 1% จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อเพิ่มขึ้น 8% มีผลทางด้านความต้องการ เพราะว่าการอนุมัติสินเชื่อโดยภาพรวมดอกเบี้ยเงินกู้ลง 1% สำหรับกำลังการกู้จะเพิ่มขึ้น 8% ถ้าธนาคารลดดอกเบี้ย 0.25% ตาม กนง. จะทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้น 0.25%


ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
 

COPYRIGHT © 2015-2020 , Z Home, LTD ALL RIGHTS RESERVED